top of page

ประเด็นสำคัญที่พึงมี และควรแก้ไขตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ความเสมอภาคระหว่างเพศ

  • laksanan
  • 4 ก.พ.
  • ยาว 1 นาที

ประเด็นสำคัญที่พึงมี และควรแก้ไขตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ความเสมอภาคระหว่างเพศ

โดย     เรืองรวี  พิชัยกุล


บทคัดย่อ


ความพยายามระดับสากลและขององค์การสหประชาชาติในการที่จะส่งเสริม สถานภาพของผู้หญิงนั้นมีมาช้านาน การดำเนินการที่เป็นรูปธรรมที่จะเอื้อต่อการมี ส่วนร่วมของสตรีในด้านการเมืองและการตัดสินใจคือการออกอนุสัญญาว่าด้วยการขจัด การเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาตั้งแต่ วันที่ 8 กันยายน 2528 อนุสัญญาฯ นี้ได้ให้แนวทางการกำหนดนโยบายและมาตรการ ดำเนินงานด้านนิติบัญญัติ ตุลาการ การบริหาร และมาตรการอื่น ๆ เกี่ยวกับการขจัด การเลือกปฏิบัติต่อสตรี และให้หลักประกันว่าสตรีจะต้องได้รับสิทธิประโยชน์และ โอกาสต่าง ๆ จากรัฐบนพื้นฐานของความเสมอภาคกับบุรุษในสิทธิที่จะออกเสียง ในการเลือกตั้งและลงประชามติทั้งปวง และมีสิทธิที่จะได้รับเลือกเข้าไปในองค์กร ที่มีการเลือกตั้งอย่างเปิดเผย ที่จะเข้าไปวางนโยบายของรัฐบาล และดำเนินการ ตามนโยบายนั้น และได้รับตำแหน่งราชการและปฏิบัติหน้าที่ราชการทุกระดับของ รัฐบาล ดังนั้น ในการศึกษาเพื่อปรับปรุงเนื้อหาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็น ความเสมอภาคระหว่างเพศครั้งนี้มีข้อเสนอในหกประเด็นหลัก คือ ศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองนั้น (มาตรา4)

ต้องคุ้มครองทุกคน ทุกชาติพันธุ์ รวมทั้งคนต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เพื่อคุ้มครองหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ในส่วนที่เกี่ยวกับความเสมอภาค (มาตรา 27) เพิ่มเสรีภาพ ในวรรคสอง “ชายและหญิงต้องมีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน” ในการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างด้านต่าง ๆ นั้น ให้เพิ่ม “เพศสภาพ” เข้าไปเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ในแนวนโยบายของรัฐ (มาตรา 71 วรรค 4) ในการจัดทำงบประมาณที่ต้องคำนึง ถึงความจำเป็นและความต้องการ ที่แตกต่างกันของเพศ วัย และสภาพของบุคคลนั้นให้ย้ายจากหมวด “แนวนโยบาย แห่งรัฐ” ไปอยู่ในหมวด “หน้าที่ของรัฐ” เพื่อที่รัฐจะต้องออกนโยบาย กฎหมาย ระเบียบต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนการจัดทำงบประมาณที่มีมิติ เพศ วัย และสภาพบุคคล ได้อย่างแท้จริง เพราะถ้ายังคงอยู่ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ รัฐอาจเพิกเฉยได้ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้หญิงและเพศหลากหลายทางการเมืองนั้น ในทางสากลถือกันว่าสัดส่วนผู้หญิงที่ระดับร้อยละ 30 เป็นระดับการมีส่วนร่วมที่เป็น เกณฑ์มาตรฐานที่สำคัญ และวิธีการที่เพิ่มสัดส่วนของผู้หญิงในทางการเมืองได้จริง คือ ระบบสัดส่วนหญิงชายหรือ Gender Quota ปัจจุบันมี 132 ประเทศ มีการใช้ Gender Quota ในกฎหมายระดับรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเลือกตั้ง ทำให้สัดส่วน นักรัฐสภาสตรีเพิ่มเฉลี่ยเป็นกว่าร้อยละ 27 เมื่อหันมาดูประเทศไทย ในการเลือกตั้ง ระดับชาติจำนวนผู้หญิงที่ได้รับการเลือกตั้งเป็น สส. ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชี รายชื่อมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นช้ามาก ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ปี 2544 มีสัดส่วนผู้หญิงเพียงร้อยละ 9.75 และเมื่อผ่านไปถึง 20 ปี จนถึงใน การเลือกตั้งครั้งสุดท้ายปี 2562 จำนวน สส.หญิงเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 16 เท่านั้น ข้อเสนอคือให้มีการระบุให้ใช้ระบบ Gender Quota ในรัฐธรรมนูญ และ/หรือ ในระดับกฎหมายระดับรอง เช่นบังคับให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัครที่มีสัดส่วนทาง

เพศตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของพรรค อย่างน้อยในบัญชีรายชื่อนั้นต้องมีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งเป็นเพศตรงข้ามกับ เพศนั้นไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 การบังคับตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ต้องมีบทลงโทษ พรรคการเมืองที่กระทำขัดกับรัฐธรรมนูญด้วย ส่วนที่มาของวุฒิสมาชิกนั้น เสนอให้ มีการจัดกลุ่มผู้สมัครรับเลือกตั้งเฉพาะกลุ่มผู้หญิงแยกเป็นหนึ่งกลุ่มต่างหาก ซึ่งมี ความใกล้เคียงกับการใช้ระบบสำรองที่นั่งสำหรับ (Reserved Seat) เป็นการประกันว่า จะมีจำนวนผู้หญิงในวุฒิสภาอย่างแน่นอนและมีนัยสำคัญ ในส่วนสาระสำคัญที่ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 แล้วนั้นให้คงไว้ตามเดิม อาทิ การกำหนดสัดส่วนผู้แทนจากกลุ่มที่ทำงาน ด้านผู้หญิง และกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ให้เข้าเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมาย (มาตรา 128) หรือมาตราที่จำเป็นต้องมีการออกกฎหมายรองรับที่เกี่ยวข้องกับ ความเป็นมารดา การยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก และการเข้าถึงบริการสุขภาพ และอนามัยเจริญพันธุ์ ต้องเร่งให้มีการออกกฎหมายและนโยบายเพื่อให้หลักการ ตามรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ได้จริง


อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่ ...



 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page