อคติทางเพศที่ยังลอยนวลอยู่ แม้ภาพ “ตบ-จูบ” หายไป
- laksanan
- 13 ก.พ.
- ยาว 2 นาที

อคติทางเพศที่ยังลอยนวลอยู่ แม้ภาพ “ตบ-จูบ” หายไป
เรืองรวี พิชัยกุล
มีภาษาที่เป็นคำปรามาสละครและภาพยนตร์ไทยมายาวนานว่าเป็นแค่ “ละคร ตบ-จูบ” ซึ่งหมายถึงสื่อบันเทิงที่แสดงการใช้ความรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิงคนรัก ที่รักและหวงมาก จนต้องแสดงออกเพื่อพิสูจน์ ด้วย การตบแล้วจูบ (นัยคือทำร้ายแล้วขอคืนดีและขอโทษ) ข่มขืน ฉุด ควบคุม ครอบครอง แสดงความเป็นเจ้าของ วิธีการนี้ยังใช้ลงโทษหญิงที่เป็นนางร้ายอีกด้วย ซึ่งมักแสดงออกโดยฝ่ายชาย ส่วนฝ่ายหญิงก็ขัดขืนแต่พองาม และในที่สุดก็ปลงใจ ยอมรับ และยกโทษให้ เพราะทั้งหมดเขาทำเพราะรัก (ไง) บท “สยบยอม” เหล่านี้จะเกิดขึ้นกับนางเอกเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าภาพรุนแรงแบบ ตบ-จูบ ได้ค่อย ๆ สลายหายไปเนื่องจากอิทธิพลวัฒนธรรมแบบ “ชายเป็นใหญ่” นั้นถูกวิพากษ์หนักมากขึ้นเรื่อยๆ ผนวกกับการขับเคลื่อนปรับเปลี่ยนมุมมองของขบวนการสิทธิสตรี การเรียกร้องเรื่องความเสมอภาคทางเพศ (Gender Equality) ทั้งระดับสากลและในประเทศ และตลาดของผู้ชม ผู้ฟังที่เป็นคนรุ่นใหม่มีความเข้าใจในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย และสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย และผลลบของระบบคิดชายเป็นใหญ่ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เติบโตพร้อมโลกดิจิทัล เข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ง่าย มากมาย และหลากหลาย ก็จะมีรสนิยมในการเสพสื่อที่ตนเลือกได้ ตามเวลาที่สะดวก และหลายช่องทาง ไม่ถูกครอบงำได้ง่ายๆ ดังนั้น ละครโทรทัศน์ จึงกลายเป็นช่องทางบันเทิงสำหรับคนที่ค่อนข้างมีอายุ มีเวลา ที่ต้องการเติมเต็มความสุข ความชุ่มชื่นใจ เล็กๆ น้อย ชดเชยความฝัน และโลกในจินตนาการที่แสนโรแมนติก Romanticize สักชั่วยาม ซึ่งก็ไม่ได้มีพิษภัยร้ายกาจแต่อย่างใด เพราะสุดท้าย ละครจะจบด้วยธรรมะย่อมชนะอธรรมเสมอ
อคติและความรุนแรงทางเพศ ที่ยังลอยนวลในสื่อบันเทิง เป็นอย่างไรกัน
คือ อคติทางเพศที่ซ่อนอยู่ใต้จิตสำนึกอย่างเงียบ ๆ (Unconscious gender bias)
· การเปลี่ยนผ่านจากความรุนแรงทางกายภาพ ตบ-จูบ ไปสู่ความเสมอภาคระหว่างเพศให้ได้นั้นยังมีความยากลำบากอยู่มากทีเดียว เนื่องจากความรุนแรงในเชิงทัศนคติชายเป็นใหญ่ที่หล่อเลี้ยงระบบความเชื่อคนนั้น มันคือ อำนาจละมุน หรือ มักเรียก ว่า Soft Power ที่ยังปฏิบัติการอยู่อย่างแนบเนียน ทุกๆวัน ในรูปแบบที่ไม่ทำให้รู้สึกว่ารุนแรงแต่อย่างใด ดังเช่น
· ในสื่อบันเทิงและโฆษณา มาตรฐานความงาม Beauty Standard คือสิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนไปมากนัก ที่ ความผอม ขาว สูง จมูกโด่ง ตาโต และรูปทรงที่ดึงดูดทางเพศ ที่ทำให้สามารถแต่งตัวดูดีได้ในทุกสไตล์ ยังเป็นรสนิยมของสังคมที่ตายตัว แม้นางงามระดับมีมงกุฎที่ผิวคล้ำก็ยังถูกค่อนแคะว่าไม่สวยสมตำแหน่ง และมาตรฐานเหล่านี้ได้สร้างแรงกดทับลงบนเด็กผู้หญิง และผู้หญิงจำนวนมาก ที่ตกหล่นจากมาตรฐานความงามตายตัวเหล่านี้ เกิดความไม่เชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเอง มีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นแล้วที่เด็กหญิงที่อ้วน ดำ เตี้ย ถูกเพื่อนนักเรียนล้อเลียน ดูถูก หรือมักรู้จักกันว่าถูก Bully จนเป็นเหตุให้เธอฆ่าตัวตาย ผู้เขียนไม่ได้ต่อต้านการทำศัลยกรรมเพื่อความงามที่เป็นสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของแต่ละคน แต่อยากชี้ให้เห็นว่ายังมีเด็กจำนวนหนึ่งที่รู้ไม่เท่าทัน เก็บกด ซึมเศร้า ไม่ทันมองเห็นคุณค่าของความเป็นตัวตนของตนเองนั้นมีโอกาสทำร้ายตัวเอง หรือหมกมุ่นจนเสียความมั่นใจ และเสียโอกาสของชีวิต ซึ่งเป็นความสูญเสียของครอบครัวและสังคม ทั้งๆที่เป็นเรื่องที่หลีกหลี่ยงได้
· นับถอยหลังไปในช่วง 5 ปีมานี้ ไม่ต้องย้อนถึงละคร ดาวพระศุกร์ จำเลยรัก หรือ บ้านทรายทอง เมื่อมองด้วย Gender Lens ในละครไทย รวมทั้ง ซีรี่ย์รัก โลภ โกรธ หลง (Drama) ของเกาหลี ญี่ปุ่น จีน ก็ยังฉายภาพ Gender stereotype คือภาพเหมารวมแบบตายตัวของความเป็นหญิงที่ออกทางลบ เช่น มีเหตุผลน้อย ไม่ฉลาดแต่น่ารัก ไม่เป็นผู้นำ เจ้าอารมณ์ คิดเล็กคิดน้อย ขี้หึง ขี้อิจฉา และถึงขั้นใช้กลวิธีพิสดารต่างๆ เพื่อยื้อแย่งผู้ชาย เช่น หลอกว่าตั้งท้อง ถ้าจะนับบทบาทที่ล้าหลังดั้งเดิมที่สุดมักจะผูกติดอยู่กับบท “แม่” ที่จะคอยยุยง ถึงขั้นบังคับให้ลูกสาว “จับ” เพื่อให้ลงเอยแต่งงานกับผู้ชายที่มีฐานะร่ำรวย หรือ อย่างน้อยมีฐานะเสมอกัน วัฒนธรรมความรุนแรงที่แสนละมุนนี้มาในนามความรักและความปรารถนาดี --ในทางตรงข้าม สิ่งที่ควรเสนอให้มากขึ้น คือการยอมรับในการตัดสินใจของลูก ที่จะเลือกเป็น (รวมทั้งเรื่องเพศสภาพที่หลากหลาย) เลือกรัก เลือกทางเดินชีวิตของตนเอง พ่อแม่ไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตลูก น่าแปลกใจที่ขณะเดียวกัน การนำเสนอตัวละครชาย ยังเป็นตัวหลักใน plot เรื่อง เป็นผู้นำ เป็นคนใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ มีการงานอาชีพที่มั่นคงและมีตำแหน่งสูงกว่าผู้หญิง ถ้าจะงี่เง่าไร้เหตุผลบ้าง ก็มักจะเป็นในช่วงเมาเหล้า เพราะฤทธิ์เหล้า ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง เบื้องหลังของเรื่องนี้ที่ยังไม่ก้าวหน้านั้น อาจเริ่มจากการมีสัดส่วนของผู้หญิง หรือ ผู้ที่เข้าใจมิติเพศสภาพ Gender Lens อยู่ในสัดส่วนที่น้อยเกินไปในอุตสาหกรรมบันเทิงจึงไม่มีมวลพลังที่จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ขณะนี้ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย มีผู้หญิงที่อยู่เบื้องหลังการถ่ายทำ เช่น ผู้กำกับ ผู้ผลิต และผู้เขียนบทละครและภาพยนต์อยู่ราวร้อยละ 10 เท่านั้น เรื่องราวในโลกบันเทิงยังตกอยู่ในมือผู้ชายเป็นส่วนใหญ่
สื่อบันเทิง ถ้าไม่ “ตบ-จูบ” จะไม่ทำกำไร จริงหรือไม่
ปัจจุบันนี้ เราเห็นชัดพอเพียงแล้วว่า สื่อบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นละคร ภาพยนต์ ไม่ต้องมีตบ-จูบก็สามารถขายได้ โดยเฉพาะขายให้กับสปอนเซอร์ เราเห็นตัวอย่างของ ซีรี่ย์ เกาหลี ญี่ปุ่น จีน รวมทั้งของไทย จำนวนไม่น้อยที่เผยแพร่ไปทั่วโลกแล้วสร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมบันเทิงของประเทศเหล่านั้น เล่าเรื่องได้สวยงาม ได้เรทติ้งสูง ไม่ทิ้งความเป็น Drama เช่น ละครอิงหรือเล่าเรื่องประวัติศาสาตร์แบบย้อนกลับไปในอดีต ซึ่งช่วยให้ความรู้เชิงประวัติศสตร์ไปด้วย หรือการเผยที่มาตำรายาแพทย์แผนไทย หรือ การทำให้ความรังเกียจต่อผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศลดลงพวกเขาได้มีที่ยืน ได้รับการยอมรับในสังคม หรือการส่งเสริมบทบาทผู้หญิงในอาชีพที่เคยอยู่ในกลุ่มผู้ชายมาก่อน เช่น นักการเมือง ตำรวจ อัยการ แพทย์ผ่าตัด ผู้บริหารระดับสูง นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร หรือ แม้แต่นักกฏหมายที่อาจมีความพิการ ออติสติค เหล่านี้ (ไม่สามารถบอกชื่อเรื่องได้ แต่คนติดตามจะเดาได้ว่าเรื่องอะไร) นอกจากให้ความบันเทิงแล้วยังช่วยปรับภาพเหมารวมดั้งเดิมของผู้หญิงให้หลุดออกจากบท แม่บ้าน พี่เลี้ยง เลขานุการ พยาบาล แม่ค้าในตลาด หรือ พนักงานเล็กๆในบริษัทได้
อยากฝากเป็นข้อสังเกตุ ว่าละครที่ผลิตจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเป็นสังคมที่มีความเข้มงวดในเรื่องการแสดงออกทางการเมือง หรือการแสดงออกที่ขัดศีลธรรมทางเพศ แต่ยังสามารถผลิตซีรีย์ที่ได้รับความนิยมได้ พร้อมสอดแทรกค่านิยมใหม่ๆ แต่ไม่สวนกระแสเดิมจนเกินไป เช่น การสร้างกระแสให้ชายหนุ่มยอมรับการเป็นคู่รักหรือแต่งงานกับหญิงสาวที่อายุมากกว่า (ปัจจุบันมีสัดส่วนหญิงสาวน้อยกว่าชายหนุ่ม อันเนื่องจากนโยบายลูกคนเดียวของจีน) หรือ การที่หญิงสาวก็ไม่จำเป็นต้องตามใจพ่อแม่ในเรื่องคู่ครอง และขณะเดียวกันก็จะโปรโมตสินค้าเพื่อการส่งออกไปด้วย เช่น รถEV แผงโซล่าเซล หรือ แฟชั่น เป็นต้น
เพราะโลกเรามีความทุกข์และผิดหวังมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือกระไร? ในช่วงปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ติดตามนิยายรักแนวตั้งทางแพลตฟอร์มยูทูป ส่วนใหญ่เป็นซีรี่ย์จีน น่าสนใจมาก เรื่องราวต่าง ๆ นั้นตรงไปตรงมา รักมาก อิจฉามาก เกลียดมาก เป็นนิยายรักและการแสดงที่ไม่จำเป็นต้องมีศิลปะทางการแสดง หรือ ง่ายสุดคือไม่สนใจรางวัลอะไร พระเอกของเรื่องจะต้อง หล่อ รวย และคลั่งรัก อย่าประเมินต่ำเชียวนะ เพราะสถิติคนดูนั้นมาจากทั่วโลกและมาจากประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีความเจริญทางด้านการศึกษาและศักยภาพด้านการผลิตภาพยนต์ เช่น อเมริกา ดังนั้น ไม่ว่าเราจะพยายามโปรโมตเรื่องความเท่าเทียมทางเพศอีกสักเท่าไร เราจะต้องหันกลับไปดูว่าความบันเทิงที่สนองความต้องการของคนดู (เราคาดว่าน่าจะเป็นผู้หญิงมากกว่า) และสร้างอิทธิพลมากนั้นมาจากความโหยหา ของผู้ที่ต้องการจะมีความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ชั่วขณะหนึ่ง และก็ไม่ถือสาอะไร ถ้าจะเสียเวลาสักหนึ่งชั่วโมง อ้อยอิ่งอยู่กับความสุขระยะสั้นเหล่านั้นได้ อำนาจละมุนและการหมุนวนที่ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการที่ละมุนแต่มี “กำไร” มาถึงแล้ว
ส่งท้าย “สื่อบันเทิงทุกแขนงล้วนมีพลังเชิงศิลปะอันละเมียดละไมในการกล่อมเกลา โน้มน้าว และชวนให้ผู้ชมฉุกคิด เพื่อขยับปรับค่านิยมไปสู่การเคารพความเท่าเทียมของผู้หญิง ผู้ชาย และทุกเพศสภาพ และสิ่งนี้ก็ควรถูกนับว่าเป็น “กำไร” ของสังคมด้วยเช่นกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราทุกคนต่างมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน ผู้สร้างและผู้ชมเปรียบเสมือนมือซ้ายและมือขวา-ตบเพียงข้างเดียว ย่อมไม่เกิดเสียง”
12 กพ. 2569 (ปรับปรุง)



ความคิดเห็น