รายงานเวทีเสวนานโยบายสาธารณะ “เพื่อความมั่นคงและมีสุขของผู้หญิงทุกช่วงวัย: ปลอดภัย ไม่แบก ไม่จม” วันที่ 8 ธันวาคม 2568 ห้องประชุมพีโอนี โรงแรมทีเค. พาเลซ กรุงเทพฯ
- laksanan
- 16 ม.ค.
- ยาว 1 นาที

ความเป็นมาของโครงการ
กิจกรรมเวทีเสวนานโยบายสาธารณะในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้โครงการ “เร่งรัดสวัสดิการและการคุ้มครองทางสังคมสำหรับมารดาและผู้ปกครองที่ทำงาน” เพื่อร่วมรณรงค์เนื่องในโอกาสวันยุติความรุนแรงต่อสตรีและเด็กหญิงสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปี ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังสอดคล้องกับวาระสำคัญของประเทศ ได้แก่ การเลือกตั้งทั่วไปเพื่อเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและการบริหารประเทศ ตลอดจนการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งคาดว่าจะเริ่มขึ้นในช่วงต้นปี พ.ศ. 2569
วัตถุประสงค์โครงการ
1. ร่วมรณรงค์ในระดับสากลว่าด้วยการยุติความรุนแรงต่อสตรีและเด็กหญิง ตามที่เลขาธิการสหประชาชาติ นายอันโตนิโอ กุเตอเรส ได้เน้นย้ำว่า ปัญหาความรุนแรงต่อสตรีและเด็กหญิงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่แพร่หลายมากที่สุดในทุกภูมิภาคของโลก
2. เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพรรคการเมือง เพื่อรับฟังยุทธศาสตร์และแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้หญิงในทุกช่วงวัย ผลักดันให้แต่ละพรรคการเมืองได้ให้คำมั่นที่จะผลักดันประเด็นดังกล่าวเป็นนโยบายในการหาเสียง รวมถึงพิจารณานำข้อเสนอแนะของประชาชนเข้าสู่วาระการพิจารณาของรัฐบาลและรัฐสภาต่อไป
3. กระตุ้นให้สังคมและสื่อมวลชนตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาความเหลื่อมล้ำและความปลอดภัย ส่งเสริมให้ร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างความอยู่ดีมีสุขให้กับผู้หญิงและเด็กในสังคมอย่างยั่งยืน
บทสรุปสำหรับผู้บริหาร
เรียบเรียงจากเนื้อหาการเสวนา "ความมั่นคงและมีสุขของผู้หญิงทุกช่วงวัย: ปลอดภัย ไม่แบก ไม่จม” (8 ธันวาคม 2568) โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์สถานการณ์ ช่องว่างทางกฎหมาย และข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างเพื่อนำไปสู่การสร้างรัฐสวัสดิการที่ยั่งยืนสำหรับผู้หญิงไทย
สถานการณ์วิกฤตและความท้าทายในปัจจุบัน
ในท่ามกลางรอยต่อสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2569 ประเด็นความมั่นคงในชีวิตของผู้หญิงกลายเป็นวาระเร่งด่วนที่สังคมไทยต้องเผชิญ ข้อมูลจากการรายงานระบุว่าผู้หญิงไทยในปัจจุบันยังคงติดอยู่ในกับดักของสถานะ "นางแบก" ที่ต้องรับภาระหลัก ทั้งในบทบาทความเป็นแม่ การดูแลผู้สูงอายุ และการเป็นเสาหลักเศรษฐกิจของครอบครัว (Unpaid Care Work) ส่งผลเสียต่อโอกาสพัฒนาตนเองและความก้าวหน้าในงาน โดยที่ระบบสวัสดิการของรัฐยังไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงได้อย่างครอบคลุม สถิติที่น่าตกใจคือสถานการณ์ความรุนแรงต่อสตรีและเด็กในประเทศไทย ซึ่งมีผู้ถูกกระทำเฉลี่ยสูงถึงวันละ 42 ราย ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลพวงจากค่านิยมชายเป็นใหญ่ ความตึงเครียดจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอย และภัยรูปแบบใหม่จากการคุกคามทางออนไลน์ นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตประชากรที่อัตราเจริญพันธุ์รวม หรืออัตราการเกิด (Fertility Rate) ต่ำกว่า 1 ซึ่งเราต้องการรักษาเสถียรภาพและผลักดันโครงสร้างประชากรให้ถึง 1.5–2.1 อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงดูบุตรกลับถูกมองว่าเป็น "ภาระส่วนตัว" ของครอบครัวมากกว่าจะเป็น "บริการสาธารณะ" ที่รัฐต้องลงทุน ส่งผลให้ผู้หญิงจำนวนมากโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางขาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพตนเอง ขาดความมั่นคงในชีวิต และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ
ช่องว่างทางกฎหมายและข้อจำกัดของสวัสดิการแรงงาน
แม้จะมีการขับเคลื่อนทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข:
นิยามของ "คู่สมรส" กับสิทธิลาคลอด: ปัจจุบันกฎหมายได้ขยายเวลาลาคลอดเป็น 120 วัน ซึ่งระบุสิทธิประโยชน์ให้เฉพาะคู่สมรสที่จดทะเบียน กลายเป็นอุปสรรคต่อพ่อแม่ที่ไม่ได้จดทะเบียน เช่น แม่เลี้ยงเดี่ยว แรงงานข้ามชาติที่ไม่สามารถจดทะเบียนได้ ส่งผลให้ผู้ปกครองหรือบุคคลที่เข้ามาช่วยดูแลเด็กไม่ได้รับสิทธิในการลาเพื่อช่วยเหลือกิจกรรมครอบครัว ตามกฎหมายใหม่ที่ให้ลางานเพื่อดูแลคนในครอบครัว
แรงงานนอกระบบ: กลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้าน ไรเดอร์ และลูกจ้างทำงานบ้าน ยังขาดการคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอ เนื่องจากไม่ได้รับสิทธิประกันสังคมเท่ามาตรา 33 ทั้งในเรื่องค่าจ้างที่ไม่แน่นอนและขาดรายได้ในช่วงลาคลอด
แรงงานนอกระบบและข้ามชาติเข้าถึงประกันสังคมยากเพราะข้อจำกัดด้านเอกสาร ภาษา การละเลยของนายจ้างและภาระค่าใช้จ่าย
สิทธิการลาคลอด 180 วัน: แม้ปัจจุบันจะขยายได้ถึง 120 วัน แต่ยังไม่ถึงเป้าหมาย 180 วันตามข้อเสนอของภาคประชาสังคม ซึ่งเป็นระยะเวลาที่จำเป็นต่อสุขภาพมารดาและการส่งเสริมการเลี้ยงบุตรด้วยนมแม่
อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่



ความคิดเห็น